Boom Field Lab

ข้อมูลตลาดทุนไทยมาจากไหน — SETSMART, เอกสาร 56-1 และเส้นลิขสิทธิ์ที่คนสร้าง fintech ต้องรู้ก่อนเขียนโค้ด

ก่อนสร้าง product การเงินสักตัว คำถามแรกไม่ใช่ใช้โมเดลอะไร แต่คือข้อมูลมาจากไหนและเรามีสิทธิ์ทำอะไรกับมัน สรุปแหล่งทางการของตลาดทุนไทย (SETSMART · 56-1 One Report · Settrade Open API) ราคาจริง ณ วันที่ตรวจ และเงื่อนไข Personal Use ที่ทำให้ข้อมูลดิบเอาไปขายต่อไม่ได้

โดย วรัญชัย ยิ่งคำนึง (Boom) · เผยแพร่ครั้งแรก · ตรวจทานล่าสุด

โต๊ะทำงานยามดึกริมหน้าต่างตึกสูงในกรุงเทพฯ มีแล็ปท็อปและรายงานวางซ้อน พร้อมข้อความ ข้อมูลหุ้นไทยมาจากไหน

ตอนเริ่มสร้าง Boom Leverage Terminal คำถามที่ใช้เวลาคิดนานที่สุดไม่ใช่ "ใช้โมเดลตัวไหน" หรือ "เขียนด้วยภาษาอะไร" แต่คือ ข้อมูลมาจากไหน และเรามีสิทธิ์ทำอะไรกับมันบ้าง เพราะ product การเงินที่สร้างบนข้อมูลที่ไม่มีสิทธิ์ ต่อให้ทำงานดีแค่ไหน ก็เป็น product ที่วันหนึ่งต้องปิด

บทความนี้คือแผนที่ที่ผมอยากได้ตอนเริ่ม: แหล่งทางการมีอะไรบ้าง แต่ละแหล่งเหมาะกับงานแบบไหน และเส้นลิขสิทธิ์อยู่ตรงไหน

ข้อมูลตลาดทุนไทยแบบทางการมาจากไหนบ้าง?

แผนภาพ 3 แหล่งข้อมูลตลาดทุนไทยทางการ: เอกสารที่ยื่น ก.ล.ต. เช่น 56-1 One Report, SETSMART ของตลาดหลักทรัพย์ และ Settrade Open API ผ่านบัญชีโบรกเกอร์ ไหลเข้าสู่ product ของคุณ
3 ทางหลักของข้อมูลตลาดทุนไทยแบบทางการ · สิทธิ์การใช้งานของแต่ละทางต่างกัน — ตรวจเงื่อนไขของแต่ละแหล่งเองก่อนเขียนตัวดึงข้อมูล
แหล่งได้อะไรเหมาะกับเรื่องสิทธิ์ที่ต้องดู
เอกสารที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. (56-1 One Report, งบการเงิน)คำอธิบายของฝ่ายจัดการ ความเสี่ยง งบ พร้อมเลขหน้างานที่ต้องอ้างถ้อยคำของบริษัทเอกสารเปิดเผยต่อสาธารณะ อ้างอิงพร้อมที่มาได้
SETSMART (ตลาดหลักทรัพย์ฯ)ราคาหุ้น อนุพันธ์ ดัชนี กองทุนรวม งบ corporate actionงานวิเคราะห์เชิงตัวเลขย้อนหลังแพ็กบุคคล = Personal Use ห้ามเผยแพร่ต่อ
Settrade Open APIข้อมูลตลาดและการส่งคำสั่งผ่านบัญชีโบรกเกอร์ของตัวเองระบบที่ต้องแตะบัญชีซื้อขายผูกกับบัญชีและข้อตกลงของโบรกเกอร์

ข้อสังเกตที่สำคัญ: แบบ 56-1 One Report คือแบบที่ ก.ล.ต. รวม แบบ 56-1 เดิมกับรายงานประจำปี (56-2) เข้าด้วยกัน เริ่มใช้กับ รอบปีบัญชี 2564 ซึ่งยื่นในปี 2565 (SmartToInvest · ก.ล.ต. One Report) ถ้าคุณจะเทียบข้อมูลย้อนหลังเกินปีนั้น ต้องรู้ว่ารูปแบบเอกสารเปลี่ยน

SETSMART คืออะไร และราคาเท่าไหร่?

SETSMART คือบริการข้อมูลบนเว็บของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมข้อมูลราคาหลักทรัพย์ อนุพันธ์ ดัชนี ข้อมูลกองทุนรวม และสารสนเทศของบริษัทจดทะเบียน (set.or.th) ถ้าคุณต้องการตัวเลขย้อนหลังที่สะอาดและมีที่มาชัด นี่คือจุดเริ่มที่ตรงที่สุด

กราฟแท่งแนวนอนค่าบริการ SETSMART ต่อเดือน: บุคคลธรรมดา 250 บาท, แพ็กองค์กรเริ่ม 3,500 บาท, แพ็กองค์กรสูงสุด 7,500 บาทต่อผู้ใช้
ค่าบริการ SETSMART ต่อเดือนตามหน้าเว็บตลาดหลักทรัพย์ฯ · ตรวจเมื่อ 27 ก.ย. 2026 · แพ็กองค์กรมีค่าติดตั้งเพิ่ม ฿5,000 · ราคาเปลี่ยนได้ ตรวจที่ต้นทางก่อนสมัคร
แพ็กค่าบริการ (ตรวจ 27 ก.ย. 2026)
บุคคลธรรมดา (SETSMART for Investor)฿250/เดือน · มีแบบทดลองฟรี · รายเดือน/6 เดือน/12 เดือน
องค์กร (Professional / Advance / Multi-Market)฿3,500–฿7,500/เดือน/ผู้ใช้ + ค่าติดตั้ง ฿5,000
Enterpriseติดต่อฝ่ายบริการข้อมูลของตลาดฯ

ที่มา: set.or.th — SETSMART · settrade.com — ค่าบริการสมาชิก

ส่วนต่างระหว่าง ฿250 กับหลักพันไม่ใช่แค่จำนวนฟังก์ชัน มันคือ สิทธิ์ — ซึ่งเป็นหัวข้อที่คนเขียนโค้ดมักข้าม

ทำไมข้อมูลดิบจากแพ็ก ฿250 เอาไปใส่ใน product ไม่ได้?

เพราะเงื่อนไขของแพ็กบุคคลธรรมดาเขียนไว้ตรงๆ แบบนี้:

การ์ดข้อความจริงจากหน้าค่าบริการ SETSMART: ใช้บริการ SETSMART เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล (Personal Use) และใช้เป็นการภายในโดยไม่เผยแพร่ต่อ
ข้อความจากหน้าค่าบริการสมาชิก SETSMART บน settrade.com · ตรวจเมื่อ 27 ก.ย. 2026 · อ่านเงื่อนไขฉบับเต็มที่ต้นทางเสมอ

ใช้บริการ SETSMART เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล (Personal Use) และใช้เป็นการภายในโดยไม่เผยแพร่ต่อ

แปลเป็นภาษาคนสร้าง product: ดูได้ วิเคราะห์เองได้ แต่ห้ามเอาตัวข้อมูลไปแสดงให้คนอื่นเห็น ต่อให้คุณจ่ายเงินแล้วก็ตาม สิทธิ์ที่ซื้อคือสิทธิ์ "ใช้" ไม่ใช่สิทธิ์ "นำไปเผยแพร่" และหน้าเดียวกันยังระบุว่าใบแจ้งหนี้ออกในนามบุคคลเท่านั้น ไม่ออกในนามนิติบุคคล — สัญญาณชัดว่าแพ็กนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้ธุรกิจใช้

แล้วคนสร้าง fintech ควรวางเส้นไว้ตรงไหน?

แผนภาพชั้น 3 ระดับ: ข้อมูลดิบจากบริการที่มีลิขสิทธิ์ห้ามแสดงซ้ำ, ตัวเลขที่คำนวณต่อเป็นพื้นที่สีเทาต้องดูเงื่อนไข, และงานวิเคราะห์ที่ต่อยอดคือสิ่งที่ขายได้
หลักที่ผมใช้แยกของที่แสดงได้กับไม่ได้ · ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมาย — งานเชิงพาณิชย์ควรคุยสิทธิ์กับผู้ให้บริการข้อมูลโดยตรง

หลักที่ผมใช้ตอนออกแบบ Terminal มี 3 ชั้น:

  1. ข้อมูลดิบจากบริการที่มีลิขสิทธิ์ (ราคา ตารางงบที่ดึงมาทั้งก้อน) — ไม่แสดงซ้ำในหน้าจอลูกค้า
  2. ตัวเลขที่คำนวณต่อ — เป็นพื้นที่สีเทา ขึ้นกับเงื่อนไขของแหล่งนั้นๆ ต้องอ่านเองทุกครั้ง
  3. งานวิเคราะห์ที่ต่อยอด (ข้อสรุป การจัดกลุ่ม การค้นหา) — คือสิ่งที่ product ควรขาย

อีกเส้นที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก: เอกสารที่บริษัทยื่นต่อ ก.ล.ต. อย่าง 56-1 เป็นเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะ Terminal จึงเลือกให้ทุกบรรทัดที่แสดง เป็นถ้อยคำของบริษัทเองพร้อมเลขหน้าและลิงก์กลับไปต้นฉบับ แทนที่จะเอาตารางตัวเลขจากบริการที่มีลิขสิทธิ์มาแสดง — ผลพลอยได้คือผู้ใช้ตรวจย้อนได้ทุกบรรทัด ซึ่งเป็นสิ่งที่งาน risk ต้องการอยู่แล้ว (ดูวิธีอ่านแบบนี้ใน อ่านงบการเงิน 3 มุมแบบคนทำ credit risk)

ใครควรสมัคร SETSMART และใครยังไม่ต้อง?

สถานการณ์คำแนะนำ
วิเคราะห์ตัวเลขย้อนหลังเพื่อการตัดสินใจของตัวเองคุ้ม — ฿250/เดือน ได้ข้อมูลมีที่มา
แค่ดูราคารายวันยังไม่ต้อง แอปโบรกเกอร์ก็พอ
กำลังสร้าง product ที่ลูกค้าจะเห็นข้อมูลแพ็กบุคคลไม่ใช่คำตอบ — ต้องคุยสิทธิ์เชิงพาณิชย์กับตลาดฯ หรือออกแบบให้แสดงเฉพาะงานที่ต่อยอด
ต้องการถ้อยคำของบริษัทพร้อมเลขหน้าเริ่มจากเอกสารที่ยื่นต่อ ก.ล.ต.

สรุป

ก่อนเขียนตัวดึงข้อมูลบรรทัดแรก ให้ตอบ 2 คำถามนี้ให้ได้: ข้อมูลมาจากแหล่งทางการไหน และสิทธิ์ของเราครอบคลุมการแสดงผลให้คนอื่นเห็นหรือไม่ SETSMART คือแหล่งตัวเลขย้อนหลังที่ดีและถูก แต่แพ็กบุคคลคือ Personal Use ส่วนเอกสาร 56-1 คือแหล่งถ้อยคำของบริษัทที่อ้างอิงพร้อมที่มาได้ — การเลือกให้ถูกตั้งแต่วันแรกประหยัดกว่ารื้อ product ทีหลังมาก

ถ้าจะเอา AI agent มาช่วยสร้างตัวดึงและจัดระเบียบข้อมูล อ่านต่อที่ สร้าง data pipeline หุ้นไทยแบบที่ Terminal ใช้

BOOM FIELD LAB

อยากเห็นว่าเครื่องมือพวกนี้ประกอบร่างเป็น Terminal จริงได้ยังไง?

Workshop 60 นาที — ดูการทำงานจริงบนหน้าจอ พร้อม workbook ให้ลงมือตาม ไม่ใช่สไลด์ทฤษฎี